การพิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมายลักษณะของงานเป็นการตรวจสอบเอกสารต่างๆ หรือ พิจารณาข้อหารือต่างๆ ที่หน่วยงานภายในสังกัดของมหาวิทยาลัย เสนอเข้ามาไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสาร หรือข้อหารือในเรื่องเกี่ยวกับ กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือเอกสาร อื่นๆ ของมหาวิทยาลัยหรือเป็นเรื่องกฎหมาย กฎ ระเบียบ ของทางราชการ ตลอดจนเอกสารต่างๆ ที่ทางราชการเวียนให้ทราบ อาทิ มติครม. ซึ่งในการพิจารณาตรวจสอบเอกสารหรือข้อหารือในแต่ละเรื่องจะพิจารณาตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่มีการเสนอเข้ามาว่าเกี่ยวข้องด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือ เอกสารในเรื่องใด เคยมีการตรวจสอบหรือมีการตอบข้อหารือในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่มีอาจใช้ดุลยพินิจการตีความหรือการแปลความตามตัวอักษรหรือตามเจตนารมณ์ของกฎ ระเบียบนั้นๆ แล้วแต่กรณี หากกรณีเป็นกฎระเบียบของทางราชการ ถ้าพิจารณาแล้วยังไม่ได้ข้อยุติอาจหารือหรือหาข้อมูลไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว อาทิ ปัญหาในทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง อาจต้องหารือไปยังกระทรวงการคลังซึ่งเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้ระเบียบ เป็นต้น จากนั้นจะทำความเห็นเสนอมหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา หากเห็นชอบตามความเห็นดังกล่าว ก็จะแจ้งผลการพิจารณานั้นต่อหน่วยงานที่เสนอเรื่องเข้ามาเพื่อทราบ หรือหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วย ก็จะเสนอให้เวียนผลการพิจารณานั้นให้ทุกหน่วยงานสังกัดของมหาวิทยาลัยทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป
การพิจารณาร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่ง ที่หน่วยงานของมหาวิทยาลัยเสนอมาจะพิจารณาตรวจสอบว่าร่างที่เสนอมาดังกล่าวเป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นใหม่ หรือเป็นการแก้ไขปรับปรุงให้ต่างไปจาก กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้วในขณะนั้น โดยการตรวจสอบจากบันทึกที่หน่วยงานเสนอมาหรือตรวจสอบจากกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของมหาวิทยาลัยที่มีผลใช้บังคับอยู่ขณะนั้น หากยังคลุมเครือไม่ชัดเจนอาจสอบถามจากหน่วยงานที่ได้เสนอเรื่องเข้ามา จากนั้นจะได้พิจารณาในขั้นตอนต่อไปดังนี้
๒.๑ กรณีเป็นกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา จะตรวจสอบและยกร่างกฎหมายดังกล่าว ขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอที่ประชุมคณบดีและสภามหาวิทยาลัย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยลำดับหลังจากผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแล้วจะนำเสนอสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพื่อพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ในกรณีที่เป็นการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะเป็นการตรวจร่างกฎหมายโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะเสนอกลับไปคณะรัฐมนตรีและเมื่อผ่านความเห็นชอบแล้ว จะทูลเกล้าถวายในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วจึงนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป สำหรับร่างพระราชบัญญัติ จะต้องผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก่อนทูลเกล้าถวายในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วจึงนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
๒.๒ กรณีเป็นร่าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ที่จัดทำขึ้นใหม่ จะพิจารณาตรวจสอบว่าตามร่างที่หน่วยงานเสนอมา เกี่ยวด้วยเรื่องใด และเคยมี กฎ ระเบียบ ข้อบังคับหรือประกาศ ในลักษณะเดียวกันกับของหน่วยงานอื่นๆ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ก.บ.ม. หรือสภามหาวิทยาลัยแล้วหรือไม่ หากกรณีมี กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ซึ่งมีรูปแบบหรือมีลักษณะเดียวกัน ก็จะนำกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศนั้นๆ มาพิจารณาเทียบเคียงกับร่างที่หน่วยงานเสนอมาโดยการยึดหลักการตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ที่ประกาศใช้แล้วเป็นฐานในการพิจารณาโดยในการตรวจสอบอาจให้ความเห็นหรือตั้งข้อสังเกต พร้อมทั้งแก้ไขร่างที่เสนอมาให้เป็นไปตามระเบียบงานสารบรรณ ตามแบบของข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศแล้วแต่กรณี และ พิจารณาหลักการและการใช้ข้อความต่างๆ ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่ให้ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ข้อบังคับอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย จากนั้นจะเสนอร่างที่ได้ตรวจพิจารณา แล้วให้หน่วยงานที่เสนอเรื่องเข้ามาได้พิจารณาอีกครั้งว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์หรือไม่ ตลอดจนข้อความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เมื่อหน่วยงานเห็นชอบแล้วก็จะนำเสนอที่ประชุม ก.บ.ม.หรือสภามหาวิทยาลัยพิจารณาในลำดับต่อไป
๒.๓ กรณี เป็นร่างกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ที่เป็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจาก กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเดิมที่มีอยู่แล้ว จะพิจารณาตรวจสอบว่าเป็นการแก้ไขปรับปรุงเพียงเล็กน้อย หรือเป็นการแก้ไขปรับปรุงใหญ่ ถ้าเป็นการแก้ไขปรับปรุงเพียงเล็กน้อยก็จะยกร่าง กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเป็นฉบับที่ ๒ โดยกำหนดให้แก้ไขเฉพาะบางข้อที่มีการเสนอขอแก้ไข ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการแก้ไขปรับปรุงใหญ่ก็จะยกร่างกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้ยกเลิก กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ ประกาศที่ใช้อยู่เดิมทั้งฉบับในการจัดทำร่าง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ในทั้งสองกรณีจะจัดทำบัญชีหรือตารางเปรียบเทียบแสดงความแตกต่างของกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเดิมกับร่างใหม่ที่ต่างออกไป เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของที่ประชุม ก.บ.ม.และสภามหาวิทยาลัย สำหรับขั้นตอนการตรวจพิจารณาจะมีลักษณะเดียวกันกับที่กล่าวตาม ๒.๒
๒.๔ กรณีเป็นคำสั่ง จะพิจารณาตรวจสอบว่าเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยเรื่องใด อาทิ คำสั่งมอบอำนาจ คำสั่งมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนคำสั่งมอบหมายให้รักษาราชการแทน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการด้านต่างๆ ซึ่งจะยกร่างคำสั่งโดยพิจารณากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการจัดทำคำสั่งผู้ออกคำสั่งจำต้องพิจารณากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่ให้อำนาจไว้ด้วย ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการจัดทำคำสั่ง มิฉะนั้นอาจทำให้คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ออกโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ลักษณะงานเป็นการตรวจสอบถึงลักษณะและประเภทของสัญญาที่มหาวิทยาลัยจะกระทำต่อบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น โดยในการพิจารณาต้องกำหนดประเภทของสัญญาว่าเป็นสัญญา ประเภทใด ทางราชการได้เคยกำหนดตัวอย่างของสัญญาประเภทนั้นๆ ไว้หรือไม่ ซึ่งลักษณะของสัญญาจำแนกไว้เป็น ๒ ประเภท กล่าวคือ
๓.๑ สัญญาที่เป็นไปตามแบบ ได้แก่ สัญญาที่ทางมหาวิทยาลัย หรือทางราชการ ได้กำหนดลักษณะตัวอย่างของสัญญาเอาไว้ อาทิ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง สัญญาจ้างบำรุง สัญญาจ้างที่ปรึกษา หรือสัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง ก.ว.พ. ได้กำหนดลักษณะของสัญญาไว้ เป็นตัวอย่างท้ายระเบียบ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้น ในการพิจารณาจะตรวจสอบว่า สัญญาที่หน่วยงานของมหาวิทยาลัย เสนอมาเป็นสัญญาประเภทใด หากเป็นสัญญาที่เป็นไปตามแบบก็จะพิจารณาถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ระบุไว้ในสัญญาว่าครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ มหาวิทยาลัยเสียเปรียบหรือไม่ ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญานั้นคือใคร ซึ่งโดยหลักแล้วจะเป็นอธิการบดี เว้นแต่มี คำสั่งมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น และประการสำคัญคือ ผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา สามารถรับเงื่อนไขหรือปฏิบัติตามข้อกำหนด ในสัญญาได้หรือไม่ จากนั้นก็จะทำความเห็นเสนอต่ออธิการบดีเพื่อ พิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดทำสัญญานั้นๆ และลงนาม ในสัญญา หรือถ้ามีคำสั่งมอบอำนาจไว้ก็จะมอบให้หน่วยงานนั้นๆ นำไปดำเนินการต่อไป
๓.๒ สัญญาที่มิได้เป็นไปตามแบบ ได้แก่ ลักษณะของสัญญาที่มหาวิทยาลัย หรือทางราชการมิได้กำหนด ลักษณะของสัญญาขึ้นไว้ เป็นตัวอย่าง ซึ่งในการตรวจสอบพิจารณาลักษณะของสัญญาประเภทนี้ค่อนข้างจะต้องใช้ความ ละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึง ความถูกต้อง และให้มหาวิทยาลัย ได้ประโยชน์จากข้อกำหนดในสัญญานั้นๆ มากที่สุด ลักษณะของสัญญาดังกล่าว อาจเป็นประเภท เดียวกัน กับสัญญาที่ เป็นไปตามแบบ แต่มีข้อกำหนดเฉพาะที่จะต้องนำมากำหนดเป็นข้อสัญญาขึ้นใหม่ หรือเป็นลักษณะ ของบันทึก ข้อตกลงต่างๆ ซึ่งขั้นตอนในการพิจารณานั้น จะต้องพิจารณาตั้งแต่รูปแบบ ข้อกำหนดในสัญญาตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องระบุไว้ ให้ชัดเจน ในสัญญานั้นๆ ซึ่งก็จะคล้ายกับการ พิจารณาประเภทของสัญญาที่เป็นไปตามแบบ และประการสำคัญคือ ผู้มีหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามสัญญาต้องสามารถ รับเงื่อนไขหรือปฏิบัติตาม ข้อกำหนดในสัญญาได้ จากนั้นก็จะทำความเห็นเสนอ ต่ออธิการบดีเพื่อ ให้ความเห็นชอบและลงนามในสัญญา หรือถ้ามีคำสั่งมอบอำนาจไว้ก็จะ มอบให้ผู้รับมอบหรือ หัวหน้าหน่วยงาน ที่เสนอเรื่องเข้ามา นำไปดำเนินการต่อไป
การรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการทางคดีเป็นการประมวลข้อเท็จจริงของมูลคดีที่เกิดขึ้น ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ปกครอง ล้มละลาย และทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนประมวลพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมูลคดีนั้นๆ โดยการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ นิติกรจะประสานงานกับหน่วยงานที่มีกรณีปัญหา จากนั้นจะสรุปข้อเท็จจริงและพยานเอกสารหลักฐานต่างๆ เสนอมหาวิทยาลัย โดยในมูลคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวจะต้องดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นภายใน กำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่อธิการบดีทราบถึงมูลคดีอาญานั้นๆ ในส่วนของคดีแพ่ง คดีปกครอง คดีล้มละลาย และคดีทรัพย์สินทางปัญญา จะนำเสนอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องร้องหรือแก้ต่างคดีแทนมหาวิทยาลัยในฐานะโจทก์หรือจำเลยแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ มีข้อควรคำนึงถึง คือ อายุความในการดำเนินคดีจะต้องระมัดระวังมิให้คดีขาดอายุความฟ้องร้อง อาทิ การดำเนินคดีกับผู้ผิดสัญญาลาศึกษาหรือผิดสัญญาจ้างก่อสร้างภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งสัญญาลาศึกษาสัญญารับทุนหรือสัญญาว่าจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง จะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผิดสัญญา เป็นต้น
เริ่มจากศาลมีคำพิพากษาให้มหาวิทยาลัยชนะคดีแล้ว มหาวิทยาลัยอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ พนักงานอัยการจะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และเมื่อศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว พนักงานอัยการผู้ฟ้องคดีจะแจ้งเป็นหนังสือมาให้ดำเนินการสืบทรัพย์สินลูกหนี้ (จำเลย) เพื่อจะได้นำยึด / อายัดมาขายทอดตลอด เอาเงินชำระหนี้ต่อไป การสืบทรัพย์สินกระทำในขั้นตอนดังกล่าวหรือบางครั้งในระหว่างการดำเนินคดีของศาลชั้นต้น ถ้าโจทก์ (เจ้าหนี้) สามารถให้เบาะแสข้อมูลได้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินใด และทรัพย์สินนั้นอาจจะมีการถ่ายโอนไปให้ผู้อื่นโจทก์ (เจ้าหนี้) ก็อาจขอให้ศาลคุ้มครองสิทธิชั่วคราวโดยอาจยึด / อายัดทรัพย์นั้นๆ ไว้ชั่วคราวก่อนก็ได้
วิธีการสืบทรัพย์ มีดังนี้
๑) สอบถามข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน (ทะเบียนราษฎร) ไปยังสำนักทะเบียนกลางกรมการปกครองหรือกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ในกรณีลูกหนี้เป็นนิติบุคคล
๒) ไปตรวจสอบสืบสวน ณ สถานที่นั้นๆ หรือสถานที่ใกล้เคียงเพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นของการมีสถานภาพบุคคลเป็นเบื้องต้นว่าอยู่ ณ สถานที่นั้นจริง กรณีนี้แยกเป็น ๒ ประเด็น
๒.๑) ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (จะในฐานะใดก็ตาม) และตัวอยู่ในบ้านจริงก็จะเข้าไปเจรจา หรือเฝ้าสังเกตความเป็นไปโดยเฉพาะทรัพย์สินในบ้าน
๒.๒) ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ฐานะใดก็ตาม) แต่ตัวไม่ได้อยู่จริง เช่น การแจ้งย้ายชื่อมาอยู่บ้านผู้อื่นเพื่อหลีกหนีการติดตามเช่นนี้ ก็จะสอบถามเจ้าบ้านหรือผู้อยู่ในบ้านว่าผู้ใดอยู่บ้างเพื่อหาข้อพิรุธ และจดหรือสังเกตทรัพย์สินที่อาจจะเป็นของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ซ่อนอยู่ เช่น ยานพาหนะต่างๆ เพื่อจะได้นำมาตรวจสอบทางทะเบียนต่อไป
๓) จากการหาข้อมูลตาม ข้อ ๒ บางครั้งได้เบาะแสร่องรอยการประกอบอาชีพหรือถิ่นที่อยู่ที่หลบซ่อนที่อาจสืบสวนขยายผลต่อไป หากลูกหนี้ (จำเลย) เป็นบุคคลที่อาจมีพิษภัย มีลักษณะอาชญากรก็จะขอความร่วมมือจากพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ให้ไปช่วยร่วมตรวจด้วยหรือแม้ลูกหนี้ (จำเลย) เป็นบุคคลธรรมดาแต่เวลาสถานที่ไม่เอื้ออำนวยในการสอบสวนสืบสวนก็อาจให้ข้อมูลตำหนิรูปพรรณ แหล่งข่าวเบื้องต้นเพื่อให้ตำรวจ ช่วยสืบสวนให้อีกทางหนึ่ง แล้วสอบถามหรือกลับมาเก็บข้อมูลเป็นระยะๆ
๔) การสืบทรัพย์สินทางทะเบียนราชการจะใช้ในการตรวจสอบทรัพย์สินที่ต้องมีทะเบียนควบคุม เช่น ยานพาหนะ ที่ดิน สิทธิการเช่าโทรศัพท์ เงินฝากในธนาคาร ปกติจะกระทำปีละสามครั้ง แต่ในส่วนของธนาคารอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะหน่วยเก็บข้อมูลที่ถามไปจะปฏิเสธหรือภาคเสธทำนองเป็นความลับของลูกค้า
ผลการสืบทรัพย์
ถ้าได้ข้อมูลทางทรัพย์สินก็จะรายงานกรมบังคับคดี หาทางยึด หรือ อายัดทรัพย์นั้นๆ ต่อไป ถ้าได้ทราบเฉพาะความมีตัวตน (ยังมีชีวิตอยู่) และอาชีพ ถิ่นที่อยู่ ก็จะเก็บเป็นข้อมูลในสำนวน และรายงานให้กรมบัญชีกลาง ตามระยะเวลา 3-4 เดือนต่อครั้ง
การดำเนินการทางวินัยจะเริ่มตั้งแต่มีผู้กล่าวหา กล่าวหาข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ว่ากระทำความผิดทางวินัย โดยการกล่าวหานั้นกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นหนังสือเสนอต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้น โดยลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ นิติกรจะพิจารณาข้อกล่าวหานั้นๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร เป็นข้อกล่าวหาซึ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ชัดได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยจริงตามข้อกล่าวหา หรือไม่ ซึ่งมีขั้นตอนการพิจารณา กล่าวคือ
กรณีข้อกล่าวหานั้นมีมูลความผิดจริง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ในบทวินัย หากเป็นมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และมีมูลว่ากระทำผิดจริง โดยอาจมีคำรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาก็จะพิจารณาว่ามูลความผิดในลักษณะดังกล่าว มหาวิทยาลัยเคยพิจารณาลงโทษในฐานใด ก็จะเสนอให้มหาวิทยาลัยพิจารณาลงโทษ ในฐานเดียวกันหรือให้เป็นมาตรฐานแบบเดียวกัน โดยไม่จำต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้
กรณีข้อกล่าวหานั้นๆ ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ ก็จะเสนอต่อมหาวิทยาลัย เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้งหักล้างข้อกล่าวหาและชี้แจงว่าข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหานั้นเป็นประการใด หรืออาจทำความเห็นเสนอต่อมหาวิทยาลัย เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ในการดำเนินการสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งที่เป็นเอกสารและบุคคล คำให้การต่างๆ นำมาประมวลเข้าด้วยกัน และสรุปว่าข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหานั้นเป็นประการใด หากพิจารณาแล้วไม่มีมูลความผิดทางวินัยก็จะเสนอต่อมหาวิทยาลัย เพื่อยุติเรื่องที่สอบสวนหรือมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรงก็จะเสนอต่ออธิการบดี เพื่อพิจารณาลงโทษตามมาตรฐานที่เคยลงไว้ โดยทำคำสั่งลงโทษเสนออธิการบดีลงนามและรายงานให้สภามหาวิทยาลัยเพื่อทราบ แล้วแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบต่อไป
ทั้งนี้ ในกรณีที่เห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง และจะเสนอลงโทษทางวินัยในการดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าวจะต้องให้หลักประกันความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยควรดำเนินการเป็นขั้นตอนตามหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนพิจารณาที่กำหนดในกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ โดยอนุโลม
กรณีพิจารณาแล้วปรากฏว่ามีมูลความผิดวินัยร้ายแรง ก็จะเสนอต่อมหาวิทยาลัยเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และดำเนินการขั้นตอนการสอบสวนที่กำหนดไว้ในกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วจะเสนอสำนวนการสอบสวนต่ออธิการบดี เพื่อพิจารณาสั่งการ กรณีที่ต้องมีการลงโทษทางวินัยก็จะจัดทำคำสั่งลงโทษ เสนออธิการบดีลงนาม จากนั้นให้รายงานสภามหาวิทยาลัยเพื่อทราบ แล้วแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทราบต่อไป
๗.๑ เรื่องอุทธรณ์ของข้าราชการ
(๑) กรณีอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ให้อุทธรณ์ต่อสภามหาวิทยาลัย ภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์มาบังคับใช้โดยอนุโลม
(๒) กรณีอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรง ให้อุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ. ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
๗.๒ เรื่องร้องทุกข์ของข้าราชการ
กรณีเมื่อมีข้าราชการผู้ใดเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีความคับข้องใจ เนื่องจากการกระทำหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ข้าราชการผู้นั้นอาจร้องทุกข์ต่อสภามหาวิทยาลัยได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งถึงการกระทำหรือได้รับคำสั่ง โดยการร้องทุกข์ และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เป็นไปตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๗ และฉบับที่ ๒๒ ว่าด้วยเรื่องร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ซึ่งนำมาบังคับใช้โดยอนุโลม
๗.๓ เรื่องอุทธรณ์ของลูกจ้างประจำ
เมื่อลูกจ้างประจำผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๓๗ ให้มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยให้ยื่นอุทธรณ์ต่อ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัย การอุทธรณ์และ การพิจารณา อุทธรณ์ เป็นไปตาม หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค ๐๕๒๗.๖/ว ๕๐ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑
๗.๔ เรื่องร้องทุกข์ของลูกจ้างประจำ
ลูกจ้างประจำผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาต่อตน ผู้นั้นอาจร้องทุกข์ได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยยื่น ร้องทุกข์ต่ออธิการบดีหรือปลัดกระทรวงเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แล้วแต่กรณีว่าเหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้บังคับบัญชาในระดับใด โดยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธี การที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามหนังสือ กระทรวงการคลังที่ กค ๐๕๒๕.๖/ว ๕๑ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นกับ ทรัพย์สินของทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตหรือการ สูญหาย หรือเสียหายก็ตาม โดยการสูญหายหรือเสียหายนั้นจะเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือจงใจหรือ เป็นการกระทำของบุคคลภายนอก ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างในสังกัดของมหาวิทยาลัยก็ตามขั้นตอน ในการพิจารณาจะพิจารณาจากเรื่องที่หน่วยงานรายงานเหตุการณ์เข้ามาว่า กรณีความสูญหายหรือเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ปรากฏตัวผู้รับผิดทางละเมิดแล้วหรือไม่ หรือมีผู้รับผิดในความเสียหาย ที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ หากว่ายังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำให้เกิดความสูญหายหรือเสียหายนั้น หรือยังไม่มีผู้รับผิดในความสูญหายเสียหายดังกล่าว ก็จะเสนอ มหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ ตามขั้นตอนดังนี้
๘.๑ เหตุแห่งความเสียหาย มีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ให้เสนออธิการบดีแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
๘.๒ คณะกรรมการฯ พิจารณาดำเนินการสอบสวน โดยรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งจากเอกสารและบุคคล ตลอดจนหลักฐานการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจจัดทำแผนที่เกิดเหตุและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ
๘.๓ คณะกรรมการฯ ประมวลหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้ ประกอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อทำความเห็นในเรื่องนั้นๆ ว่ากรณีต้องมีผู้รับผิดทางละเมิดหรือไม่ หากไม่ปรากฏว่าความสูญหายเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างอย่างร้ายแรงของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ก็จะทำความเห็นเสนอต่ออธิการบดีเพื่อพิจารณาให้ยุติเรื่องแล้วรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณาหรือหากปรากฏตัวผู้รับผิด ซึ่งจะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะทำความเห็นเสนอต่อมหาวิทยาลัยว่าผู้ต้องรับผิดทางละเมิดคือใคร และจะต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้วรายงานให้กระทรวงการคลัง พิจารณา การรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณาเป็นกรณีทรัพย์สินที่สูญหายเสียหายเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท หากไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณา แต่ต้องรายงานเพื่อทราบตามประกาศที่กระทรวงการคลัง
การดำเนินการกับผู้ผิดสัญญาลาศึกษา เป็นเรื่องที่บุคลากรได้ทำสัญญาลาศึกษา ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศให้ไว้ต่อมหาวิทยาลัย และอาจมีสัญญารับทุนการศึกษาประเภทต่างๆ รวมอยู่ด้วย แต่บุคลากรดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญา อาทิ ลาออกจากการศึกษา ยุติการรับทุน ลาออกจากราชการ เป็นต้น ซึ่งสัญญาที่บุคลากรทำไว้กับมหาวิทยาลัย มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ภายในกำหนดเวลา ๑ ปี นับแต่บุคลากรผิดสัญญา ซึ่งในการดำเนินการมีขั้นตอน ดังนี้
๙.๑ กองทรัพยากรมนุษย์จัดส่งข้อมูลการไปศึกษา ฝึกอบรม หรือการรับทุนของผู้ผิดสัญญาลาศึกษามาให้สำนักงานกฎหมายพิจารณา โดยกองคลังของมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานผู้ให้ทุนจะคำนวณยอดเงินที่ผู้ผิดสัญญาลาศึกษาจะต้องชำระมาด้วย
๙.๒ สำนักงานกฎหมายทวงถามไปยังผู้ผิดสัญญาลาศึกษาตามที่อยู่ที่ให้ไว้พร้อมกับกำหนดระยะเวลาในการให้ผู้ผิดสัญญานำเงินมาชำระ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
๙.๓ เมื่อพ้นเวลาที่กำหนดผู้ผิดสัญญามิได้ชดใช้ตามที่แจ้งไปจะทวงถามไปอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับทวงถามไปที่ผู้ค้ำประกันสัญญาด้วย
๙.๔ กรณีมีข้อขัดข้อง อาทิเช่น หนังสือทวงถามตามข้อ ๙.๒ ไม่ถึงผู้รับ สำนักงานกฎหมายจะแก้ปัญหาโดยดำเนินการขอตรว๙.๓
๙.๕ กรณีผู้ผิดสัญญาลาศึกษาได้รับหนังสือทวงถามแต่โต้แย้งข้อมูลการคำนวณเงิน สำนักงานกฎหมายจะเสนอข้อโต้แย้งให้กองคลัง ผู้ให้ทุนหรือกระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนแล้วแต่กรณี เมื่อปรากฏผลออกมาเป็นข้อยุติจะแจ้งไปยังผู้ผิดสัญญาลาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้นำเงินมาชำระตามยอดหนี้ที่ได้ข้อยุตินั้นแล้ว
๙.๖ กรณีที่แจ้งภาระหนี้ไปแล้ว ผู้ผิดสัญญาลาศึกษาปฏิเสธไม่ชำระหนี้ สำนักงานกฎหมายจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อเสนอมหาวิทยาลัยขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดฟ้องร้องดำเนินคดีปกครองต่อไป
๙.๗ ในระหว่างการดำเนินการ หากผู้ผิดสัญญาลาศึกษามีการเสนอผ่อนชำระหนี้จะจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้และผ่อนชำระตามเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด และถ่ายสำเนาหนังสือให้กองคลังไว้เป็นข้อมูล
๙.๘ รายงานผลการดำเนินการ โดยสรุปขั้นตอนการดำเนินการตาม ๙.๑ - ๙.๗ แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบต่อไป
๙.๙ เงินที่เรียกได้จากผู้ผิดสัญญาลาศึกษาหรือสัญญารับทุน ในส่วนของเงินทุนให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ในส่วนของเบี้ยปรับและดอกเบี้ยให้นำเข้าเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย
